Mobile App vs Web App เลือกอันไหนดี?
Mobile App vs Web App เลือกอันไหนดี?
คำตอบสั้นๆ: ถ้าต้องการใช้ฟีเจอร์พิเศษของมือถือ (กล้อง, GPS, Push Notification) และมีงบเพียงพอ เลือก Mobile App แต่ถ้าต้องการเข้าถึงคนได้กว้าง ค่าใช้จ่ายต่ำ และ Update ง่าย เลือก Web AppMobile App คืออะไร?
Mobile App คือแอปพลิเคชันที่ต้องดาวน์โหลดจาก App Store (iOS) หรือ Play Store (Android) และติดตั้งบนมือถือ
ประเภทของ Mobile App
#### 1. Native App
- เขียนเฉพาะสำหรับ iOS หรือ Android
- Performance ดีที่สุด
- ค่าพัฒนาสูง (ต้องทำ 2 Version)
- ใช้ Code เดียวกันทั้ง iOS และ Android
- เช่น React Native, Flutter
- ค่าพัฒนาต่ำกว่า Native
- Web ที่ห่อด้วย Native Container
- เช่น Ionic, Cordova
- ราคาถูกที่สุด แต่ Performance ต่ำ
Web App คืออะไร?
Web App คือแอปพลิเคชันที่รันบน Browser ไม่ต้องดาวน์โหลด เข้าใช้งานผ่าน URL ได้เลย
ประเภทของ Web App
#### 1. Progressive Web App (PWA)
- ทำงานเหมือน App แต่เข้าผ่าน Browser
- ติดตั้งบน Home Screen ได้
- ใช้งาน Offline ได้บางส่วน
- โหลดหน้าเดียว Update แบบ Dynamic
- ประสบการณ์เหมือน App
- เช่น Gmail, Facebook
- เว็บที่แสดงผลดีบนทุกอุปกรณ์
- ง่ายที่สุด ค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด
เปรียบเทียบ Mobile App vs Web App
| หัวข้อ | Mobile App | Web App |
| การเข้าถึง | ต้องดาวน์โหลด | เข้าผ่าน URL |
| Performance | เร็วมาก | ปานกลาง-ดี |
| ฟีเจอร์มือถือ | ใช้ได้ทั้งหมด | จำกัด |
| Push Notification | ใช้ได้เต็มที่ | จำกัด |
| Offline | ทำงานได้ | จำกัด (PWA) |
| Update | ผู้ใช้ต้อง Update | Update ทันที |
| ค่าพัฒนา | สูง | ต่ำ-ปานกลาง |
| ค่าบำรุงรักษา | สูง | ต่ำ |
| SEO | ไม่มี | มี |
| การ Approve | ต้องผ่าน Store | ไม่ต้อง |
เลือก Mobile App เมื่อไหร่?
1. ต้องการฟีเจอร์พิเศษ
- กล้องถ่ายรูป/วิดีโอ
- GPS Location
- Bluetooth
- Sensors ต่างๆ
- AR/VR
2. ต้องการ Performance สูง
- เกม
- แอปที่มี Animation เยอะ
- Real-time Features
3. ต้องการ Offline Mode
- แอปที่ใช้งานในที่ไม่มี Internet
- เช่น แอปจดโน้ต แอปแผนที่
4. ต้องการ Push Notification
- แอปที่ต้องส่งการแจ้งเตือน
- E-commerce, Social Media
5. ใช้งานบ่อยทุกวัน
- แอปที่ผู้ใช้เปิดทุกวัน
- Engagement สูง
เลือก Web App เมื่อไหร่?
1. งบจำกัด
- ค่าพัฒนาต่ำกว่า 2-3 เท่า
- ไม่ต้องทำ 2 Version
2. ต้องการ SEO
- ให้คนค้นหาเจอบน Google
- Content Marketing
3. Update บ่อย
- เปลี่ยนแปลงบ่อย
- ไม่อยากรอ App Store Approve
4. เข้าถึงคนได้กว้าง
- ไม่ต้องดาวน์โหลด
- Share ลิงก์ได้ง่าย
5. B2B หรือ Dashboard
- ใช้งานบน Desktop ด้วย
- ไม่จำเป็นต้องมี App
ค่าใช้จ่ายเปรียบเทียบ
Mobile App (Native)
| รายการ | ค่าใช้จ่าย |
| พัฒนา iOS | 150,000-500,000 บาท |
| พัฒนา Android | 150,000-500,000 บาท |
| ค่า Developer Account | 3,000 บาท/ปี (Apple), 800 บาท (Google) |
| บำรุงรักษา | 30,000-100,000 บาท/ปี |
| รวมปีแรก | 330,000-1,100,000 บาท |
Mobile App (Cross-platform)
| รายการ | ค่าใช้จ่าย |
| พัฒนา | 200,000-600,000 บาท |
| ค่า Developer Account | 3,800 บาท |
| บำรุงรักษา | 30,000-80,000 บาท/ปี |
| รวมปีแรก | 233,800-683,800 บาท |
Web App (PWA)
| รายการ | ค่าใช้จ่าย |
| พัฒนา | 80,000-300,000 บาท |
| Hosting | 5,000-30,000 บาท/ปี |
| บำรุงรักษา | 15,000-50,000 บาท/ปี |
| รวมปีแรก | 100,000-380,000 บาท |
ทางเลือกที่ 3: PWA + Mobile Shell
เริ่มต้นด้วย PWA ก่อน แล้วค่อยห่อเป็น App:
FAQ
Q: LINE LIFF นับเป็น App ไหม?A: LIFF เป็น Web App ที่รันใน LINE ค่าพัฒนาต่ำกว่า Native App มาก
Q: ทำทั้ง App และ Web ได้ไหม?A: ได้ครับ หลายธุรกิจทำทั้งสองอย่าง แต่ต้องมีงบเพียงพอ
Q: App Store Approve ยากไหม?A: Apple เข้มงวดกว่า Google อาจถูก Reject ถ้าไม่ผ่านมาตรฐาน
สรุป
- เลือก Mobile App ถ้าต้องการฟีเจอร์พิเศษ, Performance สูง, Push Notification
- เลือก Web App ถ้างบจำกัด, ต้องการ SEO, Update บ่อย
- เลือก PWA ถ้าต้องการ Balance ระหว่างทั้งสอง
ยังไม่แน่ใจ? ปรึกษาเราได้!
เราช่วยวิเคราะห์ว่าธุรกิจคุณเหมาะกับอะไร
ติดต่อ LINE: @tumweb